Powerhouse Strat


นอกจากจะใส่ความเป็นวินเทจลงไปแล้ว ใน Powerhouse นี้ยังได้ผสมผสานความโมเดิร์นไว้ด้วยอย่างลงตัว ข้อเด่นของรุ่นนี้จะอยู่ที่วงจรการสร้างเสียงที่ได้รับการปรับให้มีความแรง ขึ้น (แค่ดูจากชื่อรุ่นคุณก็คงพอเดาได้) รุ่นนี้ใช้ปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ “Powerhouse” ทั้ง 3 ตัว ปิ้กอัพรุ่นนี้จัดเป็นประเภท noiseless หรือ ultra quiet ที่ตัดเสียงจี่เสียงฮัมซึ่งปรกติจะเกิดกับปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ งานนี้ Fender ได้ออกแบบมาเพื่อกีตาร์รุ่นนี้โดยเฉพาะ ปิ้กอัพตัวนี้ให้คุณได้น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเป็น Strat แท้ๆทุกอย่าง ตั้งแต่ซาวน์ดวินเทจเอาท์พุทต่ำแบบกีตาร์ Fender ยุค ’50 ไปจนถึงซาวน์ดแรงๆจากปิ้กอัพสมัยใหม่อย่าง Texas Special เรียกว่าคุณสามารถสร้างซาวน์ดที่มีทั้งความแหลม เนื้อเสียงอิ่ม รวมไปถึงซาวน์ดที่อ้วน หนา (อันนี้เห็นจะต้องยกให้กับวงจร mid-boost!)ภายในกีตาร์ตัวเดียวนี้ นอกจากนี้แล้วปิ้กอัพดังกล่าวยังเข้ากันได้ดีกับเอฟเฟกต์ทุกชนิดไม่ว่าจะ เป็นโอเวอร์ไดรฟ์ ดิสทอร์ชั่น คอรัส ฯลฯ

แล้วความสนุกก็มาเริ่มตรงปุ่มปรับ Tone ทั้ง 2 นี่เอง ปุ่มแรกจะเป็นวงจรแบบที่เรียกว่า ‘No-Load’ ซึ่งก็หมายความว่า เมื่อคุณหมุนจาก 1-9 มันก็จะทำหน้าที่เหมือนปุ่มปรับโทนธรรมดา แต่พอบิดไปถึงเบอร์ 10 คุณจะรู้สึกที่มือว่ามีการสะดุดเล็กน้อย อันนี้ก็เป็นสัญญาณบอกว่าระบบควบคุมโทนได้ถูกตัดออกจากวงจรเพื่อเพิ่ม เอาท์พุทและการตอบสนองต่อน้ำเสียงโดยรวม ปุ่มปรับวงจร No-Load นี้ความจริงเป็นส่วนหนึ่งของระบบปิ้กอัพ “Delta Tone” ที่ใช้ใน Stratocaster American Series ส่วนปุ่มปรับ Tone ตัวที่ 2 นี้เราเรียกว่า “12 dB active mid-boost” ซึ่งจะเป็นตัวเร่งหรือบูสต์สัญญาณที่ใช้ระบบวงจรแบบ active นั่นก็หมายความว่าเราต้องใช้ถ่านด้วย เพราะฉะนั้นก็อย่าลืมเตรียมถ่านสำรองไว้เผื่อถ่านอ่อนเสมอ เมื่อคุณเปิดใช้ mid-boost ซาวน์ดกีตาร์ของคุณจะแรงขึ้นจนเห็นได้ชัด เผลอๆอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังเล่น SRV Strat อยู่ก็ได้ โอ.เค.อาจจะไม่ร้อนแรงเท่ากับฮัมบักกิ้ง แต่มันก็ทำให้ซาวน์ดหนาและทรงพลังขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นเสียงที่ เกิดจากซิงเกิลคอยล์ล้วนๆ นอกจากนี้ วงจร 12 dB mid-boost ยังได้ถูกนำไปใช้กับกีตาร์ Fender Strat รุ่นสูงๆอย่าง Richie Sambora Stratocaster โมเดลล่าสุดที่ผลิตในอเมริกา เห็นอย่างนี้แล้วแสดงว่า Powerhouse ของเราตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

Powerhouse Strat เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่โดดเด่นใน Deluxe Series การออกแบบยังคงอิงตามลักษณะมาตรฐานของ Fender Stratocaster แบบวินเทจแท้ๆ ตั้งแต่ลูกบิด, คันโยก ไปจนถึงคอที่มี 21 เฟร็ต ส่วนบอดี้ของรุ่นนี้จะเป็นไม้ป็อบลาร์ (poplar) ซึ่งเป็นไม้ tonewood อีกสายพันธุ์หนึ่งที่ Fender นิยมใช้ ลักษณะเด่นของไม้ชนิดนึ้คือจะมีน้ำหนักเบาและให้น้ำเสียงที่ออกไปทางโทนอ้วน อุ่นและหนากว่าหากเทียบกับไม้อัลเดอร์ แอชหรือมะฮอกกานีที่จะออกไปทางไบรท์ใสกว่า มีปุ่มปรับ Volume 1 ปุ่ม และปุ่มปรับ Tone อีกสอง

คุณสามารถทดสอบเสียงระหว่างการใช้บูสต์กับไม่ใช้ได้โดยให้คุณเปิดวอลลุ่มที่ แอมป์ไว้ครึ่งหนึ่งและเปิดดิสทอร์ชั่นไว้ครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน คุณจะพบว่าเสียงจากการใช้บูสต์กับไม่ใช้นั้นต่างกันราวกับฟ้ากับดินโดยเฉพาะ การใช้บูสต์ร่วมกับดิสทอร์ชั่นจะให้เสียงที่ดีกว่ามาก หากใช้บูสต์กับเสียงใสซาวน์ดจะออกมาคล้ายกับการลดปุ่ม Tone ลงและเพิ่ม Volume ขึ้น และมันน่าทึ่งตรงที่คุณสามารถสร้างซาวน์ดฮัมบักเกอร์ก็ได้ด้วยการใช้บูสต์ใน ขณะเดียวกันหากไม่ใช้บูสต์คุณก็ยังสามารถคงความคลาสสิกของซาวน์ดแบบ twang ตามแบบฉบับของ Fender ได้ภายในกีตาร์ตัวเดียว ตอนนี้คุณก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้กีตาร์ของคุณเป็นซิงเกิลคอยล์ 3 ตัวหรือฮัมบักกิ้ง 3 ตัวเมื่อคุณใช้ร่วมกับโอเวอร์ไดรฟ์หรือดิสทอร์ชั่น

ถ้าคุณเป็นคนที่ยึดติดอยู่กับสมการที่ว่า “คุณภาพ = ความออริจินัล = เมดอินอเมริกา” แล้วล่ะก็…ลืมมันไปได้เลย หากคุณได้ลองเล่น Powerhouse ตัวนี้ รับรองว่ามันจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดใหม่ได้ไม่ยากเลย เห็นหน้าตาวินเทจธรรมดาๆไม่มีอะไรฟู่ฟ่าแบบนี้…หารู้ไม่ว่ามันมีอะไรให้คุณ ได้ตื่นเต้นอีกมากมาย

ด้วยความที่มีเรนจ์ของซาวน์ดค่อนข้างกว้างจึงทำให้ Powerhouse ตัวนี้เหมาะกับดนตรีแทบทุกสไตล์ ตั้งแต่เร็กเก้ สกา พังค์ บลูส์ คลาสสิคร็อค บลูส์ร็อค กรันจ์แบบ Pearl Jam, Nirvana ไปจนถึงแนวทันสมัยอย่าง Blink 182 และอื่นๆอีกมากมาย หากใช้ปิ๊กอัพบริดจ์อย่างเดียวอาจจะอ่อนไปสำหรับซาวน์ดแบบพังค์ และถ้าใช้ mid-boost ด้วยซาวน์ดจะเปลี่ยนไปเป็นพังค์ร็อคที่ดิบหยาบ แต่ถ้าเป็นปิ้กอัพตัวกลางผสมกับตัวบริดจ์เหมาะอย่างยิ่งกับพวกกีตาร์แนวเฮ ฟวี่หรือประเภทปั่นไว