เฟนเดอร์ ดูลักซ์

 

อย่างในรุ่นนี้ใช้ไม้แอช ซึ่งไม้แอชที่ใช้ทำบอดี้ก็จะมีอยู่ 2 ชนิดหลักๆก็คือไม้ฮาร์ดแอช (Hard Ash) กับซอพต์แอช (Soft Ash) อันหลังนี้หลายคนอาจจะคุ้นกับการเรียกว่า สวอมพ์แอช (Swamp Ash) มากกว่า สำหรับฮาร์ดแอชนั้นชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องแข็ง หนักและมวลหนาแน่นแน่นอน น้ำเสียงที่ได้จากไม้ชนิดนี้ก็จะออกไปทางไบรท์ ใส ส่วนไม้สวอมพ์แอชหรือซอพต์แอชนั้นเป็นไม้ที่ Fender นิยมนำมาใช้ทำบอดี้ตั้งแต่ทศวรรษ 50 และ 60 แล้ว น้ำหนักจะเบาว่าแบบแรกอย่างเห็นได้ชัด และสีก็จะอ่อนกว่าด้วย น้ำหนักของไม้สวอมพ์แอชจะค่อนข้างหลากหลาย อาจจะมีได้ตั้งแต่ 1? กก. ถึง 2? กก. ก็ได้ ไม้แอชแบบนี้จะให้น้ำเสียงที่สมดุลกันระหว่างความไบรท์ใสกับโทนที่อ้วนอุ่น หรือ warm และด้วยคุณสมบัติเด่นข้อนี้เองที่ทำให้สวอมพ์แอชเป็นไม้ tonewood ที่นิยมนำมาทำบอดี้กีตาร์

Super Strat จัดว่าเป็น Stratocaster รุ่นที่โดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในบรรดาพี่น้อง Deluxe Series หรือแม้แต่ในเครือญาติเชื้อสายเม็กซิกันด้วยกัน จุดแรกที่เราจะพูดถึงก็คือ บอดี้ ซึ่งในรุ่นนี้ใช้ไม้ แอช (Ash) ในขณะที่ Strat รุ่นอื่นๆทั้งที่อยู่ในซีรี่ส์หรือต่างซีรี่ส์กันจะใช้ไม้ ป็อบลาร์ (Poplar) แน่นอนว่าไม้ที่ไม่เหมือนกันซาวน์ดก็ย่อมต้องแตกต่างกันด้วย
สำหรับคอของ Super Strat นี้ทำจากไม้เมเปิล ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วคอเมเปิลจะให้น้ำเสียงที่ไบรท์และเกิดเสียงซัสเทนที่ดี เป็นเลิศ ส่วนฟิงเกอร์บอร์ดก็จะมีทั้งแบบคอดำและคอขาว ตัวคอดำจะเป็นฟิงเกอร์บอร์ดไม้โรสวูด ส่วนตัวคอขาวจะเป็นฟิงเกอร์บอร์ดไม้เมเปิลสีอ่อนชิ้นเดียวกับคอ ปกติแล้วคอที่เป็นเมเปิลจะมีการเคลือบแล็กเกอร์ไว้ ทำให้ได้ผิวสัมผัสที่ราบเรียบ และลื่นเป็นมันเงาอย่างที่หลายคนชื่นชอบ นอกจากนี้ฟิงเกอร์บอร์ดเมเปิลยังให้น้ำเสียงที่ไบรท์และ twang ให้เสียงกลาง (midrange) ที่แน่นและใส แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีมือกีตาร์อีกไม่น้อยที่หลงใหลในเสน่ห์ของน้ำเสียงที่ อ้วนอุ่น รวมถึงความรู้สึกเมื่อนิ้วมือได้สัมผัสกับเนื้อไม้โดยตรงโดยที่ไม่มี แล็กเกอร์มาขวางกั้นของฟิงเกอร์บอร์ดโรสวูด และอีกหนึ่งความพิเศษที่ต้องกล่าวถึงใน Super Strat นี้ก็คือส่วนของ ฮาร์ดแวร์ ในรุ่นนี้เป็นการใช้ฮาร์ดแวร์สีทองหรือโกลด์เพลต (Gold Plate) ที่ให้ความรู้สึกหรูหราจับใจมากขึ้นไปอีก

มาดูกันที่เรื่องของซาวน์ดกันบ้าง ในรุ่นนี้ใช้ปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ Super Fat – Super Strat 3 ตัว ปิ้กอัพชนิดนี้จะให้น้ำเสียงตั้งแต่บลูส์แท้ๆไปจนถึงแจ๊ซจัดจ้านเลยทีเดียว ข้อได้เปรียบของรุ่นนี้คือคุณสามารถใช้เล่นกับแนวดนตรีที่ค่อนข้างกว้าง ที่โดดเด่นมากเห็นจะเป็นบลูส์ แจ๊ซ ร็อค บลูส์ร็อค ตั้งแต่ซาวน์ดแบบ Rolling Stones ไปถึง Led Zeppelin หรือแม้แต่ Eric Clapton หรือจะเป็นพวก ป็อบ เร็กเก้ ฟังค์กี้ คันทรี่ เซิร์ฟ ร็อคอะบิลลี่ อัลเทอร์เนทีฟไปจนถึงฮาร์ดร็อคหรือพังค์ก็เข้าท่า และยิ่งถ้าหากคุณใช้สายกีตาร์ขนาดใหญ่อย่างเช่นเบอร์ .11 คุณก็จะได้ซาวน์ดที่หนาแบบ Stevie Ray Vaughan หรือ Jimi Hendrix แต่ถ้าหากใครอยากใช้กับแนวเมทัลหรือฮาร์ดคอร์หนักๆคุณก็อาจจะต้องหาเอฟเฟกต์ เสียงแตกประเภทดิสทอร์ชั่นหรือโอเวอร์ไดรฟ์ที่เหมาะสมกันมาเสริมอีก เพราะอย่าลืมว่านี่เป็นกีตาร์ซิงเกิลคอยล์ไม่ใช่ฮัมบักกิ้ง

ใน Super Strat จะมีสวิชต์เลือกปิ้กอัพ 5 ทางที่ดูเผินๆจะเหมือนกับปรกติทั่วไป แต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีปุ่มกดเล็กๆอยู่ปุ่มหนึ่ง เราเรียกมันว่า “Super Switching” หน้าที่ของเจ้าสวิชต์จิ๋วหรือมินิสวิชต์ตัวนี้ก็คือเอาไว้กดเพื่อเปิดใช้งาน ปิ้กอัพบริดจ์ในขณะที่สวิชต์เลือกปิ้กอัพอยู่ในตำแหน่งที่ 4 หรือ 5 ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ซาวน์ด…ตามทันไหมครับ?…ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราจะมาอธิบายกันอย่างละเอียดก็ แล้วกัน

สมมติว่าคุณปัดสวิชต์ปิ้กอัพไปที่ตำแหน่ง 4 แปลว่าปิ้กอัพตัวกลางกับตัวบนกำลังทำงาน ทีนี้พอคุณกดเจ้ามินิสวิชต์ลงไปก็จะเป็นการเปิดใช้งานปิ้กอัพตัวล่างด้วย สรุปก็คือตอนนี้คุณกำลังเปิดปิ้กอัพทั้ง 3 ตัวพร้อมกัน คุณก็จะได้ซาวน์ดในทุกย่านเสียงตั้งแต่ทุ้ม กลาง แหลม

ถ้า หากคุณเป็นมือกีตาร์ที่ต้องเล่นเพลงในแนวกว้างและหลากหลายและต้องการกีตาร์ ที่มีความเป็นวินเทจสูง Super Strat นับเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่าเพิ่งตัดสินกีตาร์เพียงแค่ที่แหล่งผลิต ลอง Super Strat ตัวนี้ดูแล้วค่อยตัดสินกันด้วยคุณภาพ แล้วคุณจะรู้ว่า Fender เม็กซิโกตัวนี้ทำให้เม็ดเงินของคุณมีค่าเกินคุ้มจริงๆ

ต่อไปสมมติว่าคุณปัดสวิชต์ปิ้กอัพไปที่ตำแหน่งที่ 5 แปลว่าคุณใช้ปิ้กอัพใกล้คอตัวเดียว ทีนี้พอคุณกดมินิสวิชต์ลงไป คุณก็จะได้เสียงจากทั้งปิ้กอัพตัวบนและตัวล่างออกพร้อมกัน แล้วมันดีอย่างไร? มันก็จะดีตรงที่ว่าคุณจะได้ทั้งซาวน์ดที่แหลมสุดและทุ้มสุดผสมกันอย่างลงตัว ยกตัวอย่างเวลาคุณกำลังตีคอร์ดแบบฟังค์กี้คุณก็จะได้ซาวน์ดที่ไม่ใช่ออกแหลม แต่อย่างเดียว แต่คุณยังได้ความหนาของซาวน์ดเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย หรือคุณโซโลด้วยปิ้กอัพบริดจ์เพราะต้องการให้เสียงพุ่ง พอคุณกดสวิชต์และเปลี่ยนไปใช้ตำแหน่งที่ 5 คุณก็จะได้ความหนาของซาวน์ดเพิ่มเข้ามาด้วย นอกจากนี้การใช้ปิ้กอัพ 2 ตัวคือบริดจ์กับคอยังทำให้คุณได้น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์ Telecaster อีกด้วย ทีนี้คุณก็จะสามารถเล่นเพลงคันทรี่หรือเซาเธิร์นร็อคอย่าง Sweet Home Alabama ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนกีตาร์ให้เสียเวลา จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับคุณพก Tele ไว้ใน Strat อีกตัว สรุปประโยชน์ที่ได้รับจากมินิสวิชต์นี้ก็คือทำให้เราได้ผลจากการจับคู่และ การเลือกใช้ปิ้กอัพได้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้